ต่อรองให้ได้ แบบไม่ถอย: การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงโดยไม่ต้องยอมถอย
ชื่อต้นฉบับ: Getting to Yes
วิธีตกลงกันโดยไม่ต้องข่มขู่และไม่ต้องยอมแพ้ เริ่มจากแยกเรื่องคนออกจากปัญหา มองทะลุข้อเรียกร้องไปให้เห็นความต้องการจริง ๆ ช่วยกันคิดทางเลือก แล้วใช้เกณฑ์ที่เป็นกลางและตรวจสอบได้มาตัดสิน

สารบัญ
1. บทนำ
1 นาที 01 วินาที
ถ้าทุกความเห็นต่างทั้งที่บ้านและที่ทำงาน กลายเป็นการวัดใจว่าใครจะถอยก่อน คุณอาจเสียมากเกินไปในแต่ละข้อตกลง ในหนังสือ ต่อรองให้ได้ แบบไม่ถอย ของ Roger Fisher, William Ury และ Bruce Patton ผู้วางรากฐานวิชาการเจรจาที่ Harvard ชี้ว่าการปักหลักสู้นั้นเสียเวลา ได้ข้อตกลงครึ่ง ๆ กลาง ๆ และทำลายความสัมพันธ์ที่ตั้งใจจะรักษาไว้เสียเอง ทางออกคือเปลี่ยนอีกฝ่ายเป็นหุ้นส่วนที่ช่วยกันแก้โจทย์เดียวกัน
หนังสือเริ่มจากข้อสังเกตว่า เรื่องที่เมื่อก่อนพ่อหรือเจ้านายสั่งคนเดียวได้ ทุกวันนี้ต้องคุยกันก่อน แทบทุกเรื่องจึงเป็นการเจรจา ตั้งแต่เลือกหนังกับเพื่อนถึงต่อราคากับซัพพลายเออร์ และมีวิธีเดียวที่ใช้ได้หมด คือใส่ใจเรื่องของคน มองให้ลึกกว่าข้อเรียกร้อง ช่วยกันคิดทางเลือกก่อนตัดสินใจ และตกลงด้วยเกณฑ์ที่พิสูจน์ได้ทั้งสองฝ่าย พอเข้าใจวิธีนี้ ครั้งต่อไปที่มีคนยื่นคำขาด มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยจริง ๆ
2. เลิกเสียดีลเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย
1 นาที 36 วินาที
ผู้ซื้อกับซัพพลายเออร์อาจเอาความสัมพันธ์ที่ทำธุรกิจร่วมกันมาหลายปีไปเสี่ยง เพียงเพราะส่วนลดเล็กน้อย ต้นเหตุมาจากนิสัยที่ต่างฝ่ายต่างตั้งป้อมปกป้องข้อเรียกร้องแรกของตัวเอง
3. แยกคนออกจากปัญหาให้ได้
1 นาที 53 วินาที
คนสองคนเถียงกันได้เป็นชั่วโมงในเรื่องคนละประเด็นโดยไม่รู้ตัว การงัดเหตุผลที่เหนือกว่ามาสู้แทบไม่ช่วยอะไร และทางแก้ที่ผู้เขียนเสนอเริ่มตั้งแต่การเลือกที่นั่ง
4. หาจุดร่วมที่ซ่อนอยู่หลังข้อเรียกร้องที่ขัดกัน
1 นาที 54 วินาที
คนหนึ่งอยากไปทะเล อีกคนอยากไปภูเขา ดูเหมือนต้องมีฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ ผู้เขียนชี้ว่าความขัดแย้งแบบนี้มักไม่ได้เป็นจริงอย่างที่เห็น และมีคำถามหนึ่งที่จะช่วยให้เห็นทางออก
5. ช่วยกันคิดทางเลือกให้มากก่อนตัดสินใจ
1 นาที 43 วินาที
การถือร่างสัญญาสำเร็จรูปเข้าห้องเจรจาดูเหมือนเตรียมตัวมาดี แต่ผู้เขียนชี้ว่ามักให้ผลตรงข้าม และยกตัวอย่างเรื่องการทายผลรางวัลวรรณกรรมมาให้ดูว่าวิธีไหนได้ผลกว่า
6. รับมือคำขาดด้วยเกณฑ์ที่ยุติธรรม
1 นาที 44 วินาที
พอมีคนยื่นคำขาดว่าเป็นข้อเสนอสุดท้าย คนส่วนใหญ่ถ้าไม่ยอมจำนนก็เลือกเดินหนี ผู้เขียนเสนอทางออกที่สามด้วยคำถามง่าย ๆ ที่แม้แต่ครูอนุบาลก็ใช้อยู่แล้ว
7. เตรียมให้พร้อม แล้วฟังให้เข้าใจ
1 นาที 52 วินาที
ความขัดแย้งส่วนใหญ่มักเริ่มก่อนที่ใครจะขึ้นเสียงใส่กัน มันเริ่มจากการที่ฝ่ายหนึ่งไม่ทำการบ้านหรือไม่ยอมฟัง ผู้เขียนแนะวิธีปิดช่องโหว่ทั้งสองจุด ทั้งก่อนและระหว่างพูดคุย
8. ทำอย่างไรเมื่อวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล
1 นาที 42 วินาที
บางคนไม่ยอมเล่นตามกติกา และการเจรจาบางครั้งก็ไม่ได้มีอำนาจเท่ากันมาตั้งแต่ต้น ผู้เขียนบอกตรง ๆ ว่าวิธีของเขามีข้อจำกัดอะไร และเรายังทำอะไรได้บ้างเมื่ออีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ
9. บทสรุป
1 นาที 17 วินาที
สิ่งที่ผู้เขียนทั้งสามมอบให้คือการเปลี่ยนมุมมอง การเจรจาไม่ใช่การวัดใจว่าใครยอมก่อน แต่คือโจทย์ที่คนสองฝั่ง ซึ่งต่างมีความรู้สึกและแรงกดดันของตัวเอง ต้องช่วยกันแก้ พอมองแบบนี้ ส่วนลด 2 เปอร์เซ็นต์ การเถียงว่าจะไปทะเลหรือเทือกเขาแอลป์ และเด็กสองคนกับคุกกี้ชิ้นเดียว ก็คือโจทย์เดียวกันแค่เปลี่ยนหน้าตา ทางออกคือมองทะลุข้อเรียกร้องให้เห็นความต้องการจริง แล้วใช้เกณฑ์กลางจากข้างนอกมาตัดสิน
ทั้งหมดนี้เป็นนิสัยเล็ก ๆ ที่เริ่มได้ในสัปดาห์นี้ พอคุยแล้วเริ่มตึงเครียด ให้ถามอีกฝ่ายว่าทำไมข้อเรียกร้องนั้นถึงสำคัญ แล้วบอกตรง ๆ ว่าอะไรสำคัญกับเรา กันช่วงแรกของการประชุมยาก ๆ ไว้คิดทางเลือกอย่างเดียว และถ้าใครยื่นข้อเสนอสุดท้าย ให้ถามว่ายุติธรรมตรงไหน แล้วเสนอเกณฑ์กลางของเรา เช่น ราคาตลาดหรือวิธีแบ่งที่ยุติธรรม
วิธีนี้ไม่รับประกันว่าอีกฝ่ายจะตกลงเสมอ เจ้านายยังเป็นคนตัดสินใจ และ White House ก็ไม่มีวันขาย แต่ความสัมพันธ์ที่เราดูแลไว้ตลอดทาง จะยังอยู่เมื่อการเจรจาครั้งต่อไปมาถึง
เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้
หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร?
เวลาต่อรอง คนส่วนใหญ่มักใช้วิธีเดียวกัน คือตั้งข้อเรียกร้องขึ้นมา ยืนกรานไม่ยอมขยับ แล้วค่อยยอมถอยตอนจวนตัวเท่านั้น Roger Fisher, William Ury และ Bruce Patton เรียกวิธีนี้ว่าสงครามสนามเพลาะ มันทั้งเสียเวลา ได้ข้อตกลงแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ แถมยังทำลายความสัมพันธ์ที่อยากรักษาไว้ และทุกวันนี้ เรื่องที่เคยตัดสินใจคนเดียวได้กลับต้องหันมาคุยกันทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เราจึงต้องจ่ายราคานี้กันแทบทุกวัน ผู้เขียนเสนอวิธีคิดแบบใหม่ เพราะการเจรจาเกิดขึ้นสองระดับพร้อมกัน คือระดับเนื้อหาข้อเท็จจริง และระดับความรู้สึกนึกคิดของคน หนังสือเล่มนี้จึงสอนให้มองอีกฝ่ายเป็นหุ้นส่วนที่ช่วยกันแก้ปัญหา โดยไม่หลุดจากประเด็น สอนวิธีค้นหาความต้องการจริง ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังข้อเรียกร้องที่ดูขัดแย้งกัน อธิบายว่าทำไมต้องช่วยกันคิดทางเลือกก่อนตัดสินใจ และแนะวิธีใช้เกณฑ์กลางหรือกติกาที่ยุติธรรมมาผ่าทางตันที่การงัดข้อกันแก้ไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคที่ใช้ได้จริง ทั้งการเตรียมตัว การฟัง และการรับมือแรงกดดัน ตั้งแต่การทวนความเข้าใจด้วยคำพูดของเราเอง ไปจนถึงการรับมือคำขาดด้วยคำถามง่าย ๆ เรื่องความยุติธรรม พร้อมทั้งบอกตรง ๆ ว่าแม้แต่วิธีที่ดีที่สุดก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน
ข้อมูลหนังสือ
หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร
หัวหน้าและลูกน้อง
ผู้จัดการและพนักงานที่หนักใจทุกครั้งเมื่อต้องคุยเรื่องเงินเดือน ต่อสัญญา หรือรับมือความเห็นต่างที่ตึงเครียดในทีม
นักธุรกิจและจัดซื้อ
เจ้าของธุรกิจและฝ่ายจัดซื้อที่ต้องต่อรองกับซัพพลายเออร์ และอยากได้ข้อตกลงแบบไม่เสียความสัมพันธ์
เหนื่อยกับการทะเลาะ
คู่รัก พ่อแม่ และเพื่อนที่เหนื่อยกับการทะเลาะซึ่งต้องจบลงด้วยการมีคนแพ้คนชนะ
เกี่ยวกับผู้เขียน
Roger Fisher
Roger Fisher เคยเป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายในตำแหน่งที่ตั้งชื่อตาม Samuel Williston ที่ Harvard โดยสอนวิชาการเจรจาและเป็นผู้อำนวยการ Harvard Negotiation Project ส่วน William Ury จบปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยาจาก Harvard เขาร่วมก่อตั้ง Program on Negotiation ของ Harvard และทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและที่ปรึกษาด้านความขัดแย้งทั่วโลก เคยทำงานให้ทั้ง White House, Pentagon และบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 สำหรับ Bruce Patton เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Harvard Negotiation Project และบริษัทที่ปรึกษา Vantage Partners เขาช่วย Fisher บุกเบิกการสอนวิชาการเจรจาที่ Harvard และร่วมเขียนหนังสือ Difficult Conversations
คะแนนและรีวิว
สรุปคะแนนรีวิว
ความคิดเห็นจากผู้อ่าน
ผู้ฟังมองว่าคู่มือการเจรจาต่อรองเล่มนี้ทั้งละเอียดครบถ้วนและนำไปใช้ได้จริงมาก มีแง่คิดและกรณีศึกษาที่มีคุณค่า ช่วยให้การติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวันดีขึ้น เนื้อหาเข้าถึงง่ายและชัดเจน แนวคิดตรงไปตรงมาและจำได้ง่าย ผู้ฟังเห็นว่าหนังสือมีประโยชน์กับหลากหลายสายอาชีพ และใช้เสริมการอบรมการเจรจาต่อรองแบบเป็นทางการได้ดี โดยเน้นว่าคำแนะนำในเล่มเข้ากับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันอย่างมาก
รีวิวยอดนิยม
แค่แนวคิดเรื่อง BATNA (Best Alternative to a Negotiated Agreement หรือทางเลือกที่ดีที่สุดหากตกลงกันไม่ได้) อย่างเดียวก็คุ้มค่าตัวแล้ว ผมหยิบเล่มนี้มาอ่านตอนเตรียมตัวคุยเรื่องเงินเดือนที่ค่อนข้างยาก แล้วมันเปลี่ยนวิธีคิดของผมไปเลย จากที่มุ่งจะ 'เอาชนะ' กลายเป็นมุ่ง 'แก้ปัญหา' ผู้เขียนบอกว่าเราควรแยกคนออกจากปัญหา ฟังดูง่าย แต่พอถึงตอนอารมณ์คุกรุ่นจริงๆ กลับทำยากมาก และหนังสือเล่มนี้ให้เครื่องมือที่ใช้ทำแบบนั้นได้จริง ไม่โกหกเลยว่าบางสถานการณ์ที่เกี่ยวกับการทูตระหว่างประเทศดูไกลตัวจากชีวิตประจำวันของผมไปหน่อย แต่หลักการแกนกลางใช้ได้กับทุกเรื่อง ตอนนี้ผมเริ่มเอากรอบคิด 'ผลประโยชน์ vs. จุดยืน' (interests vs. positions) มาใช้กับลูกๆ แล้ว และมันได้ผลจริงๆ หนังสือกระชับ อัดแน่นไปด้วยแง่คิดที่เอาไปลงมือทำได้ และทรงพลังได้โดยไม่ต้องยาวเยิ่นเย้อ ถ้าคุณอยากเลิกรู้สึกว่าโดนอีกฝ่ายบดขยี้ทุกครั้งที่คุยกัน คุณต้องอ่านเล่มนี้ มันทำให้การเจรจากลายเป็นการร่วมมือกัน แทนที่จะเป็นการงัดข้อกันว่าใครใจแข็งกว่า และนั่นคือการเปลี่ยนมุมมองที่ทรงพลังมาก
ดูเพิ่มเติมว้าว อยากได้อ่านเล่มนี้ก่อนการเจรจาสัญญาเช่าครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดจัง ผู้เขียนแตกกระบวนการคิดที่ต้องใช้เพื่อไปสู่ข้อตกลงที่ยึดหลักการอย่างแท้จริงออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก หนึ่งในทิปที่ชอบที่สุดคือให้ดึงอีกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น ซึ่งทำให้เขามีแนวโน้มจะสนับสนุนผลลัพธ์สุดท้ายมากขึ้นเยอะ มันคือการสร้างความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่ปิดดีลให้จบ หนังสือกระชับมาก ซึ่งในฐานะคนทำงานที่ยุ่งตลอดเวลาถือว่าดีมาก ไม่มีเนื้อหาเติมให้หนาแบบที่เจอในหนังสือธุรกิจขายดียุคนี้ ตัวอย่างอย่างเรื่องคนสองคนเถียงกันเรื่องหน้าต่างในห้องสมุดนั้นเรียบง่าย แต่อธิบายแนวคิด 'ผลประโยชน์ร่วมกัน' (mutual gain) ได้สมบูรณ์แบบ หนังสือสอนให้รู้จักสงบและโฟกัสที่อนาคต แทนที่จะมาเถียงกันเรื่องอดีต แค่เอาเทคนิค 'การฟังอย่างตั้งใจ' (active listening) มาใช้อย่างเดียว ก็ทำให้การคุยกับช่างซ่อมรถแถวบ้านและกับคู่ชีวิตดีขึ้นแล้ว เป็นหนังสือที่ต้องอ่านสำหรับทุกคนที่อยากใช้ชีวิตอย่างสง่างามและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดูเพิ่มเติมการเจรจาต่อรองเป็นศิลปะ แต่ Fisher, Ury และ Patton ให้ศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังมันกับเรา หนังสือเล่มนี้เป็นมาสเตอร์คลาสด้านจิตวิทยามนุษย์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ชอบคำแนะนำเรื่องนั่งเคียงข้างกันแทนที่จะนั่งตรงข้ามกันมาก มันเป็นการเปลี่ยนท่าทางเล็กๆ แต่เปลี่ยนพลังงานในห้องไปได้ทั้งหมด ผู้เขียนเตือนเราว่าทุกคนเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์และอีโก้ที่ต้องได้รับการเคารพ เมื่อเราแสดงให้เห็นว่าเข้าใจผลประโยชน์ของอีกฝ่าย เราก็เปิดประตูที่การต่อรองแบบยึดจุดยืน (positional bargaining) มักจะปิดตายใส่หน้า สำนวนการเขียนชัดเจน และหลักการก็เรียบง่ายพอจะจำได้แม้ตอนอยู่ภายใต้ความกดดัน ชอบเป็นพิเศษตรงส่วน 'Negotiation Ninjitsu' และการใช้ความเงียบเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้คำตอบที่ดีกว่า เป็นไกด์ที่ครอบคลุม ใช้ได้กับทุกอย่างตั้งแต่ดีลธุรกิจหลายล้านดอลลาร์ไปจนถึงการตัดสินใจว่าจะไปกินข้าวเย็นที่ไหนกับเพื่อน หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อความขัดแย้งไปจริงๆ มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาที่เราแก้ไปด้วยกันได้
ดูเพิ่มเติมในฐานะคนที่ต้องรับมือกับลูกค้ายากๆ ทุกวัน เล่มนี้ช่วยให้ตั้งหลักได้ดีมาก บท 'Negotiation Jujitsu' โดดเด่นที่สุดสำหรับเรา เพราะสอนวิธีรับมือกับคนที่ไม่ยอมเล่นตามกติกา หัวใจคือการเบี่ยงพลังของอีกฝ่ายให้กลับไปที่ตัวปัญหา แทนที่จะมัวแต่ป้องกันตัวเองจากการโจมตีส่วนตัว จากประสบการณ์ หนังสือธุรกิจส่วนใหญ่เป็นน้ำซะ 90% แต่เล่มนี้อัดแน่นไปด้วยกลยุทธ์จริงอย่างน่าประหลาดใจ ชอบเป็นพิเศษตรงคำแนะนำให้ 'ขยายขนาดพาย' (expand the pie) ก่อนจะมาแบ่งกัน ซึ่งช่วยให้หลุดจากความคิดแบบได้ฝ่ายหนึ่งเสียฝ่ายหนึ่ง (zero-sum) ข้อติจริงๆ มีข้อเดียว คือบางช่วงการเขียนให้ความรู้สึกเย็นชาเป็นทางการไปหน่อย ทำให้แนวทางแบบ 'ยึดหลักการ' ดูง่ายกว่าความเป็นจริงตอนที่อารมณ์ขึ้นสูง ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นหนังสือคลาสสิกที่มีเหตุผลของมัน หนังสือให้ภาษากลางที่ทีมใช้ร่วมกันเวลาต้องจัดการแรงเสียดทานภายใน เราแนะนำให้เพื่อนร่วมงานหลายคนอ่านแล้ว เพราะกรอบคิดนี้จำง่ายและเอาไปใช้ได้ทันทีแม้ในประชุมสั้นๆ
ดูเพิ่มเติมเก่าไปหน่อยไหม? ก็อาจจะ แต่ตรรกะเบื้องหลังยังแข็งแรงมากสำหรับใครก็ตามที่อยากพัฒนาทักษะการเข้าใจผู้คน ต้องบอกว่าส่วน 'เกณฑ์ที่เป็นกลาง' (objective criteria) เอาไปใช้ในโลกจริงยากกว่าที่หนังสือบอกเยอะ การหา 'มาตรฐานทองคำ' ของความยุติธรรมมักเป็นเรื่องที่คนทะเลาะกันอยู่ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ แต่คำแนะนำให้โฟกัสที่ผลประโยชน์แทนที่จะยึดติดกับจุดยืนนั้นเปลี่ยนเกมได้จริงๆ ล่าสุดผมใช้เทคนิคถามว่า 'ข้อเสนอนี้มีหลักคิดอะไรรองรับ?' ระหว่างข้อพิพาทเรื่องสัญญา แล้วบรรยากาศในห้องก็เย็นลงทันที มันบังคับให้อีกฝ่ายต้องอธิบายจุดยืนด้วยเหตุผล แทนที่จะแค่ดื้อดึงไม่ยอมขยับ หนังสืออ่านเข้าใจง่ายและไม่เสียเวลากับภาษาสวยหรู ถึงผมจะคิดว่าเรื่องราวความสำเร็จบางเรื่อง 'ลงตัว' เกินไปหน่อย แต่การเปลี่ยนมุมมองไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันเป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนควรมุ่งไปให้ถึง เป็นหนังสือสี่ดาวที่แน่นหนา และผมคงกลับมาอ่านซ้ำตอนที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มตั้งการ์ดมากเกินไปในการเจรจา
ดูเพิ่มเติมหยิบเล่มนี้มาอ่านเพราะเพื่อนร่วมงานแนะนำ และมันก็สมคำร่ำลือจริงๆ การให้น้ำหนักกับ 'เหตุผล' มากกว่า 'การใช้ความดื้อดึงเอาชนะ' เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนที่ทำงานด้านบริหาร มันไม่ใช่เรื่องว่าใครตะโกนดังกว่าหรือใครทนได้นานกว่า แต่เป็นเรื่องว่าอะไรสมเหตุสมผลสำหรับทั้งสองฝ่าย เราเริ่มใช้วิธี 'one-text' ในการคลี่คลายข้อพิพาทในทีม และมันช่วยลดเวลาประชุมลงได้ครึ่งหนึ่ง พอโฟกัสที่เอกสารฉบับเดียวที่ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ก็ตัดการปะทะกันด้วยอีโก้ไปมาที่มักทำให้งานไม่คืบหน้าออกไปได้ ส่วนตัวรู้สึกว่าช่วงกลางเล่มที่ลงรายละเอียดกรณีศึกษาสนธิสัญญาระหว่างประเทศค่อนข้างแห้ง แต่ทิปเชิงปฏิบัติสำหรับชีวิตประจำวันนั้นมีค่าดั่งทอง เป็นไกด์ที่ช่วยได้มากในการจัดระเบียบความคิดก่อนบทสนทนาที่กดดันสูง จะเก็บเล่มนี้ไว้บนชั้นเป็นหนังสืออ้างอิงแน่นอน เอาไว้เตือนตัวเองให้นั่งฝั่งเดียวกับ 'คู่กรณี' ของเรา
ดูเพิ่มเติมหลังจากได้ยินหลายพอดแคสต์พูดถึงสไตล์ 'การเจรจาแบบยึดหลักการ' (principled negotiation) ก็เลยตัดสินใจไปอ่านต้นฉบับซะเลย ไม่โกหกนะ ตอนแรกคาดว่าจะซับซ้อนกว่านี้ แต่ความเรียบง่ายกลับเป็นจุดแข็งที่สุดของมัน ผู้เขียนไม่ได้พยายามสอนให้เราเป็นนักปั่นหัวคน แต่สอนให้เป็นนักสื่อสารที่เป็นธรรมและได้ผล 'Five Principles' ให้แผนที่นำทางที่ชัดเจน ช่วยตัดการเดาสุ่มออกไปจากบทสนทนายากๆ คำแนะนำให้ 'ยืนยันที่จะใช้เกณฑ์ที่เป็นกลาง' มีประโยชน์มากเป็นพิเศษในการเอาอารมณ์ออกจากการคุยเรื่องเงิน ถึงภาษาบางส่วนจะดูเก่าไปนิด แต่สารหลักเรื่องการมองหาผลประโยชน์ร่วมกันนั้นไม่มีวันล้าสมัย อ่านจบเร็ว แต่จะพบว่าตัวเองยังคิดถึงมันต่อไปอีกหลายสัปดาห์ ข้อติเล็กๆ ข้อเดียวคือบางทีรู้สึกว่าวนซ้ำไปหน่อย แต่นั่นอาจตั้งใจเพื่อให้หลักการติดอยู่ในหัว โดยรวมแล้วเป็นหนังสือที่ใช้งานได้จริงมาก ควรมีติดห้องสมุดของคนทำงานทุกคน และเป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมสำหรับการพัฒนาตัวเอง
ดูเพิ่มเติมในที่สุดก็ได้อ่าน 'หนังสือคลาสสิก' เล่มนี้ซะที หลังจากได้ยินชื่อในสัมมนาธุรกิจแทบทุกงานมาเป็นสิบปี พูดตามจริง มันมีทั้งดีและไม่ดีปนกัน ด้านหนึ่ง หลักการแกนกลางอย่าง 'แยกคนออกจากปัญหา' เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตได้ตามปกติทุกคน แต่อีกด้าน กลยุทธ์หลายอย่างก็เป็นเรื่องที่รู้กันโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว จนเกือบจะซ้ำซ้อน ถ้าคุณเคยอยู่ในตำแหน่งผู้นำมาสักพัก คุณน่าจะทำได้ครึ่งหนึ่งของเรื่องพวกนี้โดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว พูดอย่างแฟร์ๆ หนังสืออ่านจบเร็วมาก และจัดระเบียบสัญชาตญาณเหล่านั้นให้เป็นระบบที่ทำซ้ำได้ได้ดีเยี่ยม ส่วนที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับเราคือ 'Taming the Hard Bargainer' เพราะให้ประโยคที่เอาไปพูดได้จริงตอนที่มีคนพยายามข่มให้เรายอมรับดีลแย่ๆ แต่โทนของหนังสือก็ 'สุภาพ' เกินไปหน่อยสำหรับสภาพแวดล้อมแบบเชือดเฉือนที่เราเคยทำงานมา เป็นหนังสือพื้นฐานที่ดี แต่ยังขาดความลึกทางจิตวิทยาแบบที่หนังสือรุ่นหลังในหัวข้อนี้มี
ดูเพิ่มเติมหนังสือเล่มนี้อยู่ในพื้นที่แปลกๆ ระหว่างคู่มือเชิงเทคนิคกับสุนทรพจน์ปลุกใจ ชื่นชมที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรมและความเป็นธรรม ซึ่งมักไม่ค่อยมีในตำราเทคนิคการเจรจา แต่บางครั้งความมองโลกในแง่ดีของผู้เขียนก็ทำให้เหนื่อยใจอยู่เหมือนกัน จากประสบการณ์ มีคนที่แค่อยากชนะโดยให้เราเป็นฝ่ายเสียจริงๆ และ 'การเจรจาแบบยึดหลักการ' บางทีก็ทำให้เราดูเป็นเหยื่อง่ายๆ ของพวกฉลามได้ ส่วน BATNA เป็นไฮไลต์แน่นอน เพราะทำให้มีความมั่นใจที่จะเดินออกจากดีลแย่ๆ แต่ส่วน 'เกณฑ์ที่เป็นกลาง' (objective criteria) นี่ไปต่อได้ยาก ในหลายอุตสาหกรรมไม่มีมาตรฐานที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน ทุกอย่างคือการงัดข้อกันว่าใครใจแข็งกว่า สำนวนการเขียนก็พอใช้ได้ แต่รู้สึกชัดว่าเขียนโดยนักวิชาการที่อาจไม่ค่อยได้ลงสนามจริงในการเจรจาต่อรองภาคอุตสาหกรรมที่กดดันสูง เป็นกรอบคิดที่มีประโยชน์สำหรับสถานการณ์ในชีวิตที่เดิมพันไม่สูง แต่วาทกรรม 'win-win' บางส่วนก็ควรฟังหูไว้หู
ดูเพิ่มเติมขอพูดตรงๆ เลยนะ เล่มนี้ให้ความรู้สึกเหมือนของเก่าจากอีกยุคหนึ่ง ถึงจะรู้ว่าเป็นตำราพื้นฐานของเรื่องนี้ แต่สำนวนการเขียนแห้งมาก อ่านแล้วเหมือนคู่มือน่าเบื่อมากกว่าจะเป็นแนวทางที่ใช้ได้จริง พูดให้แฟร์ ผู้เขียนก็เสนอตรรกะที่หนักแน่นเรื่องการเจรจาแบบยึดหลักการ (principled negotiation) อยู่บ้าง แต่ฉันว่าตัวอย่างง่ายเกินไป และแทบเอามาใช้กับความขัดแย้งที่ยุ่งเหยิงและเดิมพันสูงแบบที่เจอในที่ทำงานไม่ได้เลย หนังสือมีโทนแบบหนังสือ 'พัฒนาตัวเอง' สไตล์คลาสสิกที่ส่วนตัวฉันรู้สึกขัดใจ คือเอาอารมณ์มนุษย์ที่ซับซ้อนมาย่อให้เหลือเป็นข้อๆ ดูเรียบร้อย พูดกันตรงๆ ถ้าคุณพอมีเซนส์เรื่องการอ่านคนอยู่บ้าง เนื้อหาส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนสามัญสำนึกที่เอาศัพท์วิชาการมาแต่งตัวให้ ไม่ใช่ว่าคำแนะนำไม่ดีนะ แค่การนำเสนอมันน่าเบื่อจนการอ่านให้จบกลายเป็นภาระ พอเลยห้าสิบหน้าแรกไปฉันก็แทบจะอ่านต่อไม่ไหว เพราะรู้สึกว่าวนพูดสามประเด็นเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเอียน ทุกวันนี้ในตลาดมีหนังสือที่ทันสมัยและน่าติดตามกว่านี้อีกเยอะ ที่พูดเรื่องเดียวกันได้โดยไม่แข็งทื่อแบบหนังสือยุคกลางศตวรรษที่แล้ว
ดูเพิ่มเติมคำถามเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้
แนวคิดหลักของ ต่อรองให้ได้ แบบไม่ถอย คืออะไร
Fisher, Ury และ Patton เสนอว่าให้มองการเจรจาเป็นโจทย์ที่ต้องช่วยกันแก้ ไม่ใช่การเอาชนะกันด้วยจุดยืน พวกเขาเตือนว่าสงครามสนามเพลาะ ที่ต่างฝ่ายต่างปกป้องข้อเรียกร้องของตัวเองและยอมถอยเมื่อจวนตัวเท่านั้น จะทำให้เสียเวลา ได้ข้อตกลงแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ และทำลายความสัมพันธ์ วิธีของพวกเขาคือแยกเรื่องคนออกจากปัญหา ค้นหาความต้องการที่ซ่อนอยู่หลังข้อเรียกร้อง ช่วยกันคิดทางเลือกก่อนตัดสินใจ และใช้เกณฑ์กลางหรือกติกาที่ยุติธรรมมาตัดสินความเห็นต่าง
ใน ต่อรองให้ได้ แบบไม่ถอย จุดยืนกับความต้องการต่างกันอย่างไร
จุดยืนคือสิ่งที่เราพูดว่าจะเอาอะไร ส่วนความต้องการคือเหตุผลจริง ๆ ว่าทำไมถึงอยากได้สิ่งนั้น ผู้เขียนยกตัวอย่างคู่รักที่เถียงกันว่าจะไปทะเลหรือเทือกเขาแอลป์ ถ้าคนหนึ่งแค่อยากว่ายน้ำ อีกคนอยากปีนผา การไปทะเลสาบบนภูเขาก็ตอบโจทย์ทั้งคู่โดยไม่มีใครต้องถอย ผู้เขียนชี้ว่าลึก ๆ แล้วคนเรามักต้องการการยอมรับ การควบคุมสถานการณ์ ความปลอดภัย และการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม จึงแนะให้ถามอีกฝ่ายตรง ๆ ว่าทำไมข้อเรียกร้องนั้นถึงสำคัญนัก
ตามแนวทาง ต่อรองให้ได้ แบบไม่ถอย เราควรรับมือข้อเสนอสุดท้ายอย่างไร
ผู้เขียนแนะว่าอย่ายอมจำนนต่อแรงกดดันหรือคำขาด แต่ให้ถามกลับว่าตัวเลขนั้นยุติธรรมอย่างไร แล้วดึงบทสนทนากลับมาที่เกณฑ์กลางซึ่งตรวจสอบได้ทั้งสองฝ่าย เช่น ตอนซื้อขายบ้านก็ดูราคาบ้านที่คล้ายกันในละแวกนั้น หรือดูสภาพความแข็งแรงของตึก แต่ถ้าไม่มีเกณฑ์มาตรฐานให้เทียบ ก็ใช้กติกาการแบ่งที่ยุติธรรม เหมือนกติกาเด็กอนุบาลที่ให้คนหนึ่งตัดคุกกี้ แล้วอีกคนเลือกชิ้นที่ต้องการ
ใครควรอ่าน ต่อรองให้ได้ แบบไม่ถอย
เล่มนี้เหมาะกับทุกคนที่ต้องต่อรองเสมอ ซึ่งผู้เขียนบอกว่าก็คือพวกเราแทบทุกคน เพราะทุกวันนี้การตัดสินใจทั้งที่บ้านและที่ทำงานต้องคุยกันก่อน ไม่ใช่การสั่งจากข้างบนเหมือนเมื่อก่อน ผู้จัดการที่ต้องคุยเรื่องเงินเดือน เจ้าของธุรกิจที่ดีลกับซัพพลายเออร์ ไปจนถึงคู่รักหรือพ่อแม่ที่ทะเลาะเรื่องเดิมซ้ำ ๆ จะได้เครื่องมือที่ใช้ได้จริง ตั้งแต่การทวนความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน ไปจนถึงการตกลงกติกาการคุยก่อนเข้าเนื้อหา
ผู้อ่านเล่มนี้ชอบเล่มเหล่านี้ด้วย
มีสรุปแบบเสียง
ฟัง ต่อรองให้ได้ แบบไม่ถอย จบใน 15 นาที
เก็บแนวคิดสำคัญจาก ต่อรองให้ได้ แบบไม่ถอย ของ Roger Fisher พร้อมหนังสือนอนฟิกชันอีก 5,000+ เล่ม
- หนังสือ 5,000+ เล่ม
- ฟังได้ไม่จำกัด
- ทดลองใช้ฟรี 7 วัน
- ยกเลิกได้ทุกเมื่อ










